แหล่งโบราณคดีดอนขุมเงิน
แหล่งโบราณคดีดอนขุมเงิน ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของบ้านหนองคูณ หมู่ ๑๒ ตำบลเด่นราษฎร์ อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๔ ตอนพิเศษ ๘๐ง ลงวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ มีพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ ๓ งาน ๗๕ ตารางวา กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีแล้ว เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ถึง เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากงบบูรณาการจังหวัดร้อยเอ็ด ในการศึกษาและพัฒนาแหล่งโบราณคดีที่เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด ปีงบประมาณ ๒๕๔๘
ภาพที่ ๑ แหล่งโบราณคดีดอนขุมเงิน ภายหลังการขุดค้นขุดแต่ง
แหล่งโบราณคดีดอนขุมเงินเป็นโบราณสถานประเภทบ่อน้ำ ใช้หินทรายเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง มีการใช้เทคนิคการนำศิลาแลงก้อนเล็กๆ มาอัดถมทำเป็นพื้นรองรับสิ่งก่อสร้าง โดยในการดำเนินงานขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี ได้พบร่องรอยของบ่อน้ำที่ก่อด้วยหินทรายสีเหลือง ขนาดความกว้างยาวด้านละประมาณ ๒.๕๐ เมตร ลึกประมาณ ๖ เมตร ภายในบ่อมีการเรียงก้อนหินทรายเป็นขั้นบันไดลดหลั่นลงไปในแนวเฉียง ๖ ขั้น ๆ ละ ๑ ก้อน แต่ละขั้นห่างกันประมาณ ๔๐ เซนติเมตร หรือประมาณ ๒ ก้อนหินทราย
ภาพที่ ๒ สภาพบ่อน้ำภายหลังการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี
ในส่วนบริเวณรอบนอกบ่อน้ำ มีการนำแผ่นหินทรายสีชมพูปูเป็นขอบบ่อและปู
เป็นลานรอบบ่อน้ำ ขนาดความกว้างประมาณ ๑๑.๑๐ เมตร ความยาวประมาณ ๑๑.๔๐ เมตร และปูเป็นทางเดินเชื่อมไปยังห้องที่ก่อด้วยหินทรายในผังสี่เหลี่ยม ๒ ห้อง ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจากบ่อน้ำประมาณ ๖.๕๐ เมตร ทางเดินดังกล่าวพบว่ามี ๒ เส้น เส้นแรก ปูเป็นแนวตรงไปยังห้องที่มีขนาดกว้างยาวด้านละประมาณ ๖.๕๐ เมตร อีกเส้นหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเส้นแรก ปูเป็นแนวโค้งเชื่อมไปยังห้องที่ก่อด้วยหินทรายอีกห้องหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของห้องแรก ขนาดความกว้างของห้อง ๓ เมตร ความยาว ๓.๖๐ เมตร ซึ่งห้องที่กล่าวถึงทั้ง ๒ ห้อง มีพื้นที่ว่างภายในห้องขนาดกว้างยาวด้านละ ๒ เมตร โบราณวัตถุสำคัญที่พบในพื้นที่ส่วนนี้ ได้แก่ ชิ้นส่วนจมูกโคโดยพบบริเวณด้านทิศตะวันตกของบ่อน้ำ
ภาพที่ ๔ ทางเดินด้านทิศตะวันตกของบ่อน้ำ
ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ่อน้ำ พบสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายห้อง ก่อสร้างโดยการนำหินทรายสีชมพูมาเรียงในผังสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น ชั้นนอกมีขนาดความกว้าง ๖.๓๐ เมตร ความยาว ๖.๖๐ เมตร และชั้นในมีขนาดความกว้าง ๑.๔๕ เมตร ความยาว ๓.๓๐ เมตร ตามลำดับ ซึ่งภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ ได้พบโบราณวัตถุสำคัญ คือ ชิ้นส่วนศิวลึงค์ และแท่นฐานโยนี ทำจากหินทรายสีเทา โดยบริเวณขอบฐานด้านหนึ่งของแท่นฐานปรากฏจารึกอักษร ปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๔ โศลก กำหนดอายุเบื้องต้นได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จากการแปลความโดยอาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ กรมศิลปากร สรุปได้ว่า เป็นจารึกที่พระเจ้าจิตรเสนสร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ความในจารึกกล่าวถึงพระเจ้าจิตรเสนผู้เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีสารวเภามะ พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าศรีวีรวรมัน และแม้โดยศักดิ์จะเป็นพระอนุชาของพระเจ้าศรีภววรมัน แต่ทรงมีพระชนมายุมากกว่า เมื่อพระองค์ได้ราชาภิเษกเป็นกษัตริย์แล้ว ทรงเฉลิมพระนามว่า พระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน หลังจากที่พระองค์ทรงได้ชัยชนะชาวต่างประเทศ (ที่เป็นชนพื้นเมือง) ณ บริเวณนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว ได้สร้างรูปพระศิวะ และโคนนทิ ด้วยศิลา ให้เป็นรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานไว้ให้เป็นที่สักการะการพบจารึกที่แท่นฐานโยนี พร้อมกับชิ้นส่วนศิวลึงค์ ชิ้นส่วนจมูกโค และบ่อน้ำ ที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันข้อความที่ปรากฏในจารึกหลักอื่น ๆ ที่กล่าวถึงการสร้าง ศิวลึงค์ (จารึกปากน้ำมูล อบ.๒) การสร้างโคอสุภะ (จารึกถ้ำภูหมาไน อบ.๙) และการขุดบ่อน้ำศังกร (จารึกช่องสระแจง ปจ.๕) เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของพระเจ้าจิตรเสน หรือพระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน ภายหลังจากที่ได้ขยายอำนาจทางการเมืองและอาณาเขตของอาณาจักรเจนละเข้ามายังพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในแถบลุ่มแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล
ภาพที่ ๗ บริเวณที่พบฐานโยนีและชิ้นส่วนศิวลึงค์
นอกจากนี้ บริเวณรอบนอกบ่อน้ำและสิ่งก่อสร้างที่กล่าวถึงประมาณ ๔๐ เมตร (ยกเว้นด้านใต้จะมีระยะห่างประมาณ ๔๕ เมตร) พบหินทรายสีชมพูเรียงเป็นแนวสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงแก้ว ๓ ด้าน โดยด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกปักตั้งในแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ส่วนด้านทิศใต้ปักตั้งในแนวแกนทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ สำหรับทางด้านทิศเหนือยังไม่พบจากการขุดค้นในครั้งนี้
ภาพที่ ๘ แนวหินกั้นขอบเขตด้านทิศตะวันตกสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงแก้ว
จากหลักฐานโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ปรากฏ อันได้แก่ ข้อความในจารึกที่ขอบแท่นฐานโยนี ชิ้นส่วนศิวลึงค์ และชิ้นส่วนจมูกโค ที่กล่าวถึงในข้างต้น ทำให้สามารถสรุปในเบื้องต้นได้ว่า แหล่งโบราณคดีดอนขุมเงินสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจิตรเสน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ โดยเป็นแหล่งโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายมาก่อน ทั้งนี้ ยังได้พบหลักฐานโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธอันได้แก่ พระพิมพ์ดินเผา ศิลปะแบบทวารวดี จำนวน ๓ ชิ้น แต่ยังไม่อาจสรุปได้ในขณะนี้ว่า หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนศาสนาฮินดูมาเป็นศาสนาพุทธเช่นเดียวกันกับแหล่งโบราณคดีแห่งอื่นที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่ ซึ่งจะได้มีการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีเพื่อศึกษาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เพิ่มเติมต่อไป



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น